ยอดพับ

เกิดจากหลายสาเหตุครับ หลักๆ มี 3 อย่าง    

1. การถูกยาฉีดหญ้าชนิดดูดซึม  

2. มีหนอน หรือ แมลง หรือ หอย เข้าไปกัดบริเวณโคนยอด   

3. ได้รับปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณสูงเกินไป 


  การแก้ไข ใช้กรรไกรตัดโคนยอดที่หักทิ้ง แล้วพ่นยาฆ่าแมลง-หนอน และยาฆ่าเชื้อรา

 


ยอดเน่า 

 

หนอน หรือแมลง หรือหอยเข้าไปกัดบริเวณโคนยอด เมื่อมีความชื้น,ฝนตกทำให้เกิดเชื้อราและเน่าครับ 

  การแก้ไข ใช้กรรไกรตัดโคนยอดที่เน่าทิ้ง แล้วพ่นยาฆ่าแมลง-หนอน และยาฆ่าเชื้อรา

 


ใบไหม้  


คาดว่าโดนยาฆ่าหญ้าอาจเป็นได้ทั้งชนิดดูดซึมและเผาไหม้ ในปาล์มเล็กโดนละอองยาที่ฉีดพ่นเพียงเล็กน้อย ก็มีอาการแล้ว

ช่วงปาล์มเล็ก (หลังปลูก – 3 ปี)  โดยเฉพาะหลังปลูกใหม่ งดเว้นการฉีดยาฆ่าหญ้าทุกประเภทโดยเด็ดขาด   ให้ใช้วิธีถางรอบวงโคนเท่านั้น 

 


หนอน แมลงกัดกินใบเป็นรู  


พ่นยาฆ่าหนอน แมลงกำจัดทุก 4 – 6 วัน บางพื้นที่มีด้วงกุหลาบเข้าทำลาย

แนะนำให้ใช้สารเคมีจำพวก คาร์บาริล, ไดคลอวอส, คลอไพรีฟอส หรือไซเปอร์เมทรินฉีดกำจัดได้ครับ

 

 

ด้วงแรด กัดกินใบและโคนต้น

ยาฆ่าแมลงเอาไม่ค่อยอยู่ เนื่องจากด้วงแรดมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่ ต้องใช้ฟีโรโมนล่อ 

 

 

 

ทางใบบิด  

เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ หรือ พันธุกรรม และจะหายเองเมื่อปาล์มอายุมากขึ้น

ทางใบบิดจากพันธุกรรม


หรือ เกิดจากการได้รับ สารไกลโฟเซต (ยาฆ่าหญ้าชนิดดูดซึม) ในปริมาณที่สูงสะสมต่อเนื่องได้เช่นกัน   

 

 

ถ้าเป็นมาก เกษตรกรไม่สบายใจ ก็ขุดทิ้งปลูกใหม่ได้ครับ

 

 

 

 

 

 

อีกประการที่สำคัญ คือควรตรวจวัดค่า pH ของดินอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปีครับ      

ปาล์มชอบค่า pH ระหว่าง 4.5 – 6.5 ครับ ใส่ปุ๋ยปริมาณมากแค่ไหนก็ไม่ได้ผลถ้าค่า pH ไม่เหมาะสม

 

ในการทำสวนปาล์มนั้นการจัดการเรื่องธาตุอาหาร หรือปุ๋ย นับว่ามีความสำคัญมากที่สุด (โดยค่าใช้จ่ายในการจัดการสวนปาล์มประมาณ 50 - 60% จะเป็นค่าปุ๋ยเคมี)

 

 ไนโตรเจน (N) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของพืช 

 ถ้าขาดจะมีลักษณะใบสีเหลืองซีด ต่อไปจะเหลืองทั้งต้น ทางใบสั้น  ต้นโตช้า  ทะลายเล็กลง ปริมาณน้ำมันน้อย

 

 

ฟอสฟอรัส (P) กระตุ้นการแตกรากฝอย ทำให้ปาล์มสามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น มีส่วนทำให้ออกดอกได้ดีขึ้น 

ถ้าขาดจะชะงักการเจริญเติบโต  ใบสีเขียวด้านเหลือบม่วง ขอบใบม่วง ออกดอกน้อย ยอดสั้นลง

 

โปแตสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่ต้องการมากที่สุด ทำให้ปาล์มสะสมแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำมันได้มาก  ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ทนแล้งได้ดี  ถ้าขาดจะมีจุดสีเหลืองส้มเป็นจ้ำ ๆ บริเวณทางใบ  เมื่อเป็นมาก ๆ เนื้อใบส่วนที่มีสีเหลืองจะแห้ง การผลิตดอกตัวเมียจะหยุดชะงัก ดอกตัวผู้น้อยลง ทางใบหดสั้น ทะลายเล็ก เปอร์เซ็นต์น้ำมันลดลง ไม่ทนแล้ง

 

 

 

 

 

 

แมกนีเซียม (Mg) ช่วยในการสังเคราะห์แสง หากขาดจะทำให้ดูดซึมอาหารน้อยลง       ต้นอ่อนแอ   ลักษณะอาการทางใบล่างจะมีสีเหลืองแถบยาว   แต่เส้นใบยังเป็นสีเขียว  หากไม่แก้ไขใบจะเริ่มแห้ง ไหม้ และผลผลิตลดลง

 

 

 

โบรอน (B) เป็นธาตุอาหารที่ต้องการน้อย แต่ขาดไม่ได้  ช่วยกระตุ้นให้เกิดตาดอก และ ตายอด เมื่อขาดจะมีลักษณะปลายใบย่อยหักงอเป็นรูปตะขอ ใบหยิกเป็นคลื่น  ยอดหัก อาจเกิดเฉพาะทางหรือทุกทางได้  ทางและใบย่อยเรียวแหลม สั้นผิดปกติ ดอกตัวเมียน้อย การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ ผลผลิตลดลง

 

 

 

ดิน  ควรตรวจสอบสภาพดินทั้งด้านโครงสร้างและ ด้านเคมีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปรับสภาพดิน  และใช้ปุ๋ยได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ

 

น้ำ  เพื่อให้ต้นปาล์มได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ในกรณีที่เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมขังควรทำร่องน้ำ อาจเดินท่อวางระบบน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง   ควรวางทางใบเพื่อควบคุมความชื้นและป้องกันการชะล้างของหน้าดิน

 

การกำจัดวัชพืช ควรถางรอบโคนต้นในปาล์มอายุไม่เกิน 3 ปี   ส่วนปาล์มใหญ่สามารถใช้สารเคมีไกลโฟเซต ฉีดพ่น  หรือใช้เครื่องมือ หรือรถตัดหญ้าก็ได้       การปลูกพืชคลุมดินและวางทะลายปาล์มเปล่าก็สามารถป้องกันวัชพืชได้ดีเช่นกัน

 

การใส่ปุ๋ย ปาล์มเล็กใส่รอบโคนรัศมีไม่เกิน1.5 เมตร  ปาล์มใหญ่ 5 ปีขึ้นไปใส่ห่างจากโคนต้นเป็นวงกลมรัศมี 1 เมตรขึ้นไป

 

การแต่งทางใบ  ควรเว้นทางใบไว้ 2 ทาง ใต้ทะลาย  หากแต่งทางใบมากเกินไปจะ ทำให้ต้นสูงเร็วกว่าปกติ   สำหรับปาล์มอายุน้อยกว่า 4 ปี ไม่ควรตัดทางใบ จนกว่าทางใบจะแห้งไปเอง

 

การเก็บเกี่ยวผลผลิต  ควรเก็บผลผลิตตามรอบประมาณ 15 - 20 วันต่อครั้ง ไม่เก็บทะลายปาล์มดิบและไม่ปล่อยให้ผลปาล์มร่วงมากเกินไป

 

การจัดทำสถิติ  ควรจดบันทึกรายรับ - รายจ่ายต่างๆ ทุกครั้ง ปริมาณปุ๋ยที่ใส่  ปริมาณผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ในแต่ละครั้งตลอดทั้งปี เพื่อคำนวณต้นทุนและกำไรได้อย่างถูกต้อง